คุ้มครองเงินฝาก: วิธีตรวจสอบบัญชีและคำนวณวงเงินให้ถูกต้อง

อธิบายว่าเงินฝากใดและสถาบันการเงินใดอยู่ภายใต้ความคุ้มครอง วิธีรวมยอดเมื่อมีหลายบัญชี และสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ปรับปรุงล่าสุด 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026

ภาพโล่คุ้มครองบัญชีเงินฝากหลายบัญชีในสถาบันการเงินไทย

ระบบคุ้มครองเงินฝากเป็นกลไกของรัฐที่จ่ายเงินให้ผู้ฝากภายในวงเงินและเวลาที่กฎหมายกำหนด หากสถาบันการเงินภายใต้ระบบถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากไม่ต้องสมัครหรือจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อรับความคุ้มครอง แต่การมีคำว่า “บัญชี” หรือ “ผลิตภัณฑ์ธนาคาร” ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความคุ้มครองเสมอไป

การตรวจสอบจึงต้องตอบให้ครบสามคำถาม: ผู้ฝากเข้าเกณฑ์หรือไม่ ผลิตภัณฑ์เป็นเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่ และสถาบันการเงินนั้นอยู่ในรายชื่อของสถาบันคุ้มครองเงินฝากหรือไม่

วงเงินคุ้มครองคิดอย่างไร

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ระบุวงเงินปัจจุบันที่ 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ไม่ใช่ 1 ล้านบาทต่อหนึ่งบัญชี

หากผู้ฝากมีหลายบัญชีในสถาบันการเงินเดียวกัน จะนำเงินฝากของบุคคลนั้นจากทุกสาขาและทุกบัญชีในสถาบันเดียวกันมารวมคำนวณ แล้วหักหนี้ที่ถึงกำหนดชำระก่อนหรือในวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด จากนั้นจึงใช้วงเงินคุ้มครองกับยอดที่คำนวณได้

ตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ: หากมีเงินฝากที่เข้าเกณฑ์ 400,000 บาทและ 800,000 บาทในสถาบันเดียวกัน ยอดรวมก่อนพิจารณาหนี้ที่เข้าเงื่อนไขคือ 1.2 ล้านบาท วงเงินคุ้มครองสูงสุดยังคงเป็น 1 ล้านบาท ไม่ได้เพิ่มเป็น 2 ล้านบาทเพราะมีสองบัญชี

ยอดเงินฝากที่เกินวงเงินคุ้มครองไม่ได้รับการจ่ายจากระบบคุ้มครองทันที แต่จะเข้าสู่กระบวนการเฉลี่ยคืนจากการชำระบัญชีของสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับกระบวนการชำระบัญชี

เงินฝากประเภทใดอยู่ในระบบ

หน้ารายการของ สคฝ. ระบุผลิตภัณฑ์เงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองไว้ห้ากลุ่ม ได้แก่

  • เงินฝากกระแสรายวัน
  • เงินฝากออมทรัพย์
  • เงินฝากประจำ
  • บัตรเงินฝาก
  • ใบรับเงินฝาก

ต้องเป็นเงินฝากสกุลเงินบาทที่เข้าเงื่อนไขและอยู่กับสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครอง จึงควรตรวจชื่อทางกฎหมายของสถาบันและชื่อผลิตภัณฑ์จากหน้าอย่างเป็นทางการ ไม่ควรตัดสินจากชื่อแอปหรือชื่อทางการตลาดเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ไม่ควรนับรวมเป็นเงินฝากคุ้มครอง

หน้าผลิตภัณฑ์ของ สคฝ. ยกตัวอย่างสิ่งที่ไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง เช่น

  • เงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ
  • เงินฝากในสหกรณ์
  • เงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Money
  • พันธบัตร หุ้นกู้ หน่วยลงทุน และกองทุนรวม
  • เช็ค แคชเชียร์เช็ค ตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน
  • ผลิตภัณฑ์ประกันแบบออมทรัพย์ สลาก และสินทรัพย์ดิจิทัล

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจอยู่ภายใต้กฎหมายหรือกลไกกำกับดูแลอื่น แต่ไม่ใช่เงินฝากที่ สคฝ. จ่ายความคุ้มครอง การซื้อพันธบัตรออมทรัพย์หรือกองทุนจึงต้องประเมินด้วยเงื่อนไขและความเสี่ยงของตราสารนั้น ไม่ใช่วงเงินคุ้มครองเงินฝาก

เมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต

สคฝ. ระบุว่าจะจ่ายเงินคุ้มครองไม่เกินวงเงินตามกฎหมายภายใน 30 วัน ผู้ฝากควรติดตามคำประกาศและวิธีดำเนินการจาก สคฝ. โดยตรง เพราะหลักฐาน ช่องทางยืนยันตัวตน และวิธีรับเงินเป็นรายละเอียดที่ต้องอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง ไม่ควรเชื่อข้อความหรือสายโทรศัพท์ที่ขอรหัสผ่าน รหัส OTP หรือให้โอนเงินเพื่อรับสิทธิ

เช็กลิสต์ก่อนเลือกที่เก็บเงิน

  1. ค้นชื่อสถาบันจากรายชื่อทางการของ สคฝ.
  2. ตรวจว่าผลิตภัณฑ์เป็นเงินฝากเงินบาทที่ได้รับความคุ้มครอง
  3. รวมยอดทุกบัญชีที่ตนถือในสถาบันเดียวกัน แทนการดูยอดแยกบัญชี
  4. ตรวจวงเงินล่าสุดจากหน้าการคุ้มครองเงินฝาก
  5. แยกเป้าหมายสภาพคล่องออกจากการลงทุน โดยเลือกบัญชีให้ตรงกับการใช้งานจากคู่มือเลือกบัญชีเงินฝาก และเก็บเงินสำรองฉุกเฉินในรูปแบบที่เข้าถึงได้ตามแผน

หากเงื่อนไขของบัญชีไม่ชัดเจน ควรสอบถามสถาบันการเงินและตรวจยืนยันกับ สคฝ. ที่ Contact Center 1158 ก่อนตัดสินใจ

ข้อมูลวงเงินและรายชื่อสถาบันอาจเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบหน้าอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ทำรายการ

แหล่งข้อมูล

  1. dpa.or.th — วงเงินคุ้มครอง วิธีรวมบัญชี การหักหนี้ และระยะเวลาจ่ายเงินคุ้มครอง (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)
  2. dpa.or.th — ประเภทเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองและตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ไม่อยู่ในระบบ (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)
  3. dpa.or.th — รายชื่อสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองที่ควรตรวจสอบก่อนฝากเงิน (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)
  4. dpa.or.th — ประเภทผู้ฝากและเงื่อนไขบัญชีที่ได้รับความคุ้มครอง (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)

แชร์บทความ