ปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร? คู่มือแก้หนี้ก่อนสาย

เรียนรู้ความหมายของการปรับโครงสร้างหนี้ สัญญาณเตือน เอกสารที่ต้องเตรียม ทางเลือกต่างๆ และข้อควรตรวจสอบก่อนตกลงเงื่อนไขใหม่ เพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างถูกวิธี

ปรับปรุงล่าสุด 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2026

ภาพเปรียบเทียบก่อนและหลังปรับโครงสร้างหนี้ ด้วยรูปทรงเรขาคณิตสดใส

ปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร?

การปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Restructuring) คือการเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระหนี้ เช่น ลดค่างวด ขยายเวลาจ่าย หรือเปลี่ยนประเภทหนี้ เพื่อให้ผู้กู้ยังสามารถจ่ายหนี้ได้โดยไม่ผิดนัดชำระ ตามข้อมูลจากธปท. การผิดนัดชำระอาจทำให้ถูกคิดดอกเบี้ยผิดนัด มีประวัติค้างจ่ายในเครดิตบูโร และเสี่ยงถูกฟ้องยึดทรัพย์สิน

สัญญาณที่ควรรีบติดต่อเจ้าหนี้

  • รายได้ลดลง เช่น ตกงาน วิกฤตเศรษฐกิจ หรือปัญหาสุขภาพ
  • ยอดหนี้สะสมเพิ่มขึ้น จนเกินความสามารถในการชำระ
  • เริ่มจ่ายไม่ตรงเวลา หรือจ่ายไม่ถึงขั้นต่ำ
  • ภาระหนี้กระทบชีวิตประจำวัน

รายการสัญญาณข้างต้นอ้างอิงแนวทางของธนาคารไทยพาณิชย์ และไม่ควรรอจนค้างชำระเกิน 90 วัน เพราะโอกาสได้รับความช่วยเหลือจะน้อยลง ตามข้อมูลจากธปท.

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนเจรจา

  1. ประเมินสถานะการเงินของตนเอง ได้แก่ รายได้ที่ลดลง ระยะเวลาที่ขาดรายได้ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ตามแนวทางของธปท.
  2. เอกสารประกอบ เช่น บัตรประชาชน สลิปเงินเดือน รายการเดินบัญชี และเอกสารแสดงภาระหนี้ ตามรายการของคลินิกแก้หนี้โดย SAM และธนาคารไทยพาณิชย์
  3. วางแผนชำระหนี้ กำหนดจำนวนเงินที่จ่ายไหวและระยะเวลาที่ต้องการ ตามคำแนะนำของคลินิกแก้หนี้โดย SAM

ทางเลือกทั่วไปในการปรับโครงสร้างหนี้

แนวทางของธปท. แบ่งทางเลือกตามสถานการณ์การเงินเป็น 4 ประเภท:

1. ยังจ่ายไหวแต่อยากลดภาระดอกเบี้ย

  • เปลี่ยนประเภทหนี้ เช่น จากบัตรเครดิตดอกเบี้ย 16% ต่อปี เป็นสินเชื่อระยะยาว (term loan) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า
  • รีไฟแนนซ์ (Refinance) ย้ายหนี้ไปเจ้าหนี้ใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า โดยคำนึงถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ
  • รวมหนี้กับหนี้บ้าน กรณีมีสินเชื่อบ้าน สามารถรวมหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลข้ามสถาบัน โดยอัตราดอกเบี้ยของหนี้รวมจะไม่เกินอัตราสินเชื่อบ้าน + 2% ต่อปี ตามข้อมูลจากธปท.

2. จ่ายไหวแค่บางส่วน

  • ลดอัตราดอกเบี้ยชั่วคราว เช่น 3–6 เดือน
  • พักชำระเงินต้น จ่ายเฉพาะดอกเบี้ยช่วง 3–6 เดือน ภาระหลังพักจะเพิ่มขึ้น
  • ขยายเวลาชำระหนี้ เช่น เพิ่มระยะเวลาอีก 5 ปี ค่างวดลดลง แต่ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น
  • จ่ายแบบขั้นบันได (Step Up) จ่ายน้อยช่วงแรกแล้วค่อยเพิ่มขึ้นเมื่อรายได้กลับมา ตามข้อมูลจากธปท.

3. มีเงินก้อนแต่ไม่พอปิดหนี้ทั้งหมด

  • ปิดจบด้วยเงินก้อน (Haircut) ขอส่วนลดจากเจ้าหนี้แล้วจ่ายปิดบัญชีทันที ต้องทำให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด (1–6 งวด) ตามข้อมูลจากธปท.

4. จ่ายไม่ไหวเลย

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หยุดจ่ายทั้งสองส่วน 3–6 เดือน ดอกเบี้ยยังคงเดิน ต้องใช้ช่วงนี้หางานหรืออาชีพใหม่ ตามข้อมูลจากธปท.

สำหรับ หนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน สามารถสมัครโครงการคลินิกแก้หนี้ (Debt Clinic) โดย SAM ซึ่งให้ดอกเบี้ย 5% ขยายเวลาสูงสุด 10 ปี และยกเว้นดอกเบี้ยคงค้างเมื่อชำระเสร็จ ตามข้อมูลจากธปท.

ข้อควรตรวจสอบก่อนยอมรับเงื่อนไขใหม่

  1. ประเมินว่าจ่ายไหวจริงหรือไม่ อย่าลงนามในสัญญาที่เกินความสามารถ เพราะการผิดนัดซ้ำจะทำให้ขอปรับอีกครั้งยากขึ้น
  2. สอบถามผลต่อเครดิตบูโร การปรับโครงสร้างหนี้แต่ละแบบมีผลต่างกัน เช่น รหัส 12 (พักชำระตามนโยบาย) หรือรหัส 20 (หนี้ค้างเกิน 90 วัน) ตามข้อมูลจากธปท. และธนาคารไทยพาณิชย์
  3. คำนวณค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่าปรับกรณีรีไฟแนนซ์ ค่าจดจำนอง และค่าประเมินหลักประกัน
  4. ตรวจสอบระยะเวลาและดอกเบี้ยรวม การขยายเวลาทำให้ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น ควรเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม
  5. อย่ารับเงื่อนไขที่ไม่แน่ใจ หากไม่มั่นใจ ให้เจรจาใหม่หรือติดต่อ ทางด่วนแก้หนี้ ธปท. โทร. 1213 โดยตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับธปท.

การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเครื่องมือช่วยให้คุณผ่านพ้นวิกฤตการเงิน แต่ต้องใช้อย่างมีวินัยและไม่ก่อหนี้เพิ่มเติมระหว่างการปรับโครงสร้าง การรักษาประวัติการชำระที่ดีจะช่วยให้คุณกลับมาขอสินเชื่อได้ในอนาคต

แหล่งข้อมูล

  1. bot.or.th — แนวทางประเมินยอดที่จ่ายไหวและติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ (เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2026)
  2. bot.or.th — ข้อมูลทางการเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้สินเชื่อรายย่อย (เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2026)
  3. debtclinicbysam.com — ขั้นตอนเบื้องต้นในการติดต่อเจ้าหนี้และเจรจาประนอมหนี้ (เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2026)
  4. scb.co.th — แนวทางเตรียมข้อมูลทางการเงินก่อนเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร (เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2026)

แชร์บทความ