ดอกเบี้ยเงินกู้: เปรียบเทียบ Flat Rate และ Effective Rate ให้ถูกวิธี
เข้าใจความต่างระหว่างดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่และแบบลดต้นลดดอก พร้อมวิธีเปรียบเทียบยอดผ่อน ดอกเบี้ยรวม ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขของสินเชื่อ
ปรับปรุงล่าสุด 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026

อัตราดอกเบี้ยที่เขียนว่า “ต่อปี” สองตัวอาจมีต้นทุนต่างกันมาก หากใช้วิธีคำนวณคนละแบบ การเปรียบเทียบสินเชื่อจึงต้องเริ่มจากการดูว่าอัตรานั้นคิดจากเงินต้นเต็มจำนวนหรือเงินต้นคงเหลือ แล้วจึงเทียบยอดผ่อน ยอดชำระรวม และค่าใช้จ่ายอื่นบนสมมติฐานเดียวกัน
คำว่า Flat Rate ยังไม่ใช่คำเดียวกับ Fixed Rate: Flat Rate บอกฐานที่ใช้คำนวณดอกเบี้ย ส่วน Fixed Rate บอกว่าอัตราจะคงเดิมหรือไม่ตลอดช่วงเวลาหนึ่ง สัญญาหนึ่งอาจมีรายละเอียดทั้งสองเรื่อง จึงต้องอ่านแยกกัน
ดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate)
ธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า Flat Rate มักใช้กับสัญญาเช่าซื้อรถ โดยคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อนตลอดอายุสัญญา แม้ผู้กู้จะทยอยชำระเงินต้นไปแล้ว
แนวคิดพื้นฐานคือ
- ดอกเบี้ยรวม = เงินต้นเริ่มต้น × อัตรา Flat Rate ต่อปี × จำนวนปี
- ยอดชำระรวม = เงินต้นเริ่มต้น + ดอกเบี้ยรวม + ค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญา
- ค่างวดโดยประมาณ = ยอดที่ต้องผ่อน ÷ จำนวนงวด
สูตรนี้ช่วยอ่านโครงสร้างเบื้องต้น แต่ยอดในสัญญาจริงอาจได้รับผลจากเงินดาวน์ ภาษี ค่าธรรมเนียม ประกัน วันเริ่มสัญญา หรือวิธีปัดเศษ จึงต้องยึดตารางผ่อนและยอดชำระรวมที่ผู้ให้บริการเปิดเผย
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
การคิดแบบลดต้นลดดอกใช้เงินต้นคงเหลือในแต่ละงวดเป็นฐาน เมื่อชำระเงินต้นแล้ว ฐานคำนวณดอกเบี้ยในงวดถัดไปจึงลดลง สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่ออีกหลายประเภทใช้หลักการนี้ตามคำอธิบายของ ธปท.
ค่างวดที่เท่ากันไม่ได้แปลว่าสัดส่วนเงินต้นกับดอกเบี้ยเท่ากันทุกงวด ในช่วงต้นสัญญาที่เงินต้นคงเหลือสูง ส่วนของดอกเบี้ยอาจมากกว่า และสัดส่วนเงินต้นจะเปลี่ยนไปตามยอดคงเหลือ ตารางผ่อนจึงช่วยให้เห็นสิ่งที่ตัวเลขอัตราเพียงอย่างเดียวไม่แสดง
ทำไมเอาตัวเลข Flat Rate มาเทียบตรง ๆ ไม่ได้
Flat Rate คิดจากเงินต้นเริ่มต้นตลอดสัญญา แต่ Effective Rate คิดจากยอดคงเหลือ การเห็น Flat Rate 4% และ Effective Rate 6% จึงยังสรุปไม่ได้ทันทีว่า 4% ถูกกว่า ธปท. แนะนำให้แปลงเป็นวิธีคิดฐานเดียวกันก่อนเปรียบเทียบ
การคูณ Flat Rate ด้วยค่าประมาณอาจใช้ตรวจสอบคร่าว ๆ ได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการคำนวณจากกระแสเงินสดจริง เพราะเงินดาวน์ ระยะเวลา วันชำระ ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขสัญญาทำให้ผลต่างกัน วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือขออัตราแบบลดต้นลดดอกที่เทียบเคียงได้ ตารางผ่อน และยอดชำระรวมจากผู้ให้บริการ
ตารางข้อมูลที่ควรขอจากทุกข้อเสนอ
| รายการ | เหตุผลที่ต้องเทียบ |
|---|---|
| เงินที่ได้รับหรือราคาหลังหักเงินดาวน์ | ทำให้ฐานเงินต้นเท่ากัน |
| วิธีคิดและอัตราดอกเบี้ย | ป้องกันการเทียบ Flat Rate กับ Effective Rate โดยตรง |
| อัตราคงที่หรืออัตราลอยตัว | ทำให้เห็นความเสี่ยงที่ค่างวดหรือต้นทุนจะเปลี่ยน |
| จำนวนงวดและค่างวด | ใช้ตรวจผลกระทบต่อกระแสเงินสดรายเดือน |
| ดอกเบี้ยและยอดชำระรวม | แสดงต้นทุนตลอดสัญญาได้ชัดกว่าดูอัตราอย่างเดียว |
| ค่าธรรมเนียม ประกัน ภาษี และค่าใช้จ่ายบังคับ | เป็นเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายจริงแม้ไม่เรียกว่าดอกเบี้ย |
| ดอกเบี้ยผิดนัดและค่าติดตาม | แสดงผลกระทบหากจ่ายช้าหรือผิดนัด |
| เงื่อนไขชำระก่อนกำหนด | บอกว่าการลดหนี้เร็วมีค่าใช้จ่ายหรือข้อจำกัดใด |
ใช้เครื่องคำนวณอย่างไรไม่ให้เข้าใจผิด
โปรแกรมคำนวณเงินกู้ของ ธปท. ช่วยประมาณค่างวด วงเงิน หรือระยะเวลาผ่อน แต่หน้าเครื่องมือระบุชัดว่าผลลัพธ์เป็นเพียงประมาณการ โดยสมมติให้คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ผ่อนเท่ากันทุกเดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ ชำระตรงเวลา และไม่รวมค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียม
จึงควรทดลองอย่างน้อยสามกรณี
- กรณีฐานตามข้อเสนอปัจจุบัน
- กรณีรายได้ลดลงหรือรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น
- กรณีอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น หากสัญญาใช้อัตราลอยตัว
ผลคำนวณต้องนำกลับไปเทียบกับใบเสนอราคาและสัญญาจริงเสมอ ก่อนตัดสินใจให้ใช้เช็กลิสต์ก่อนกู้เงิน ตรวจผู้ให้บริการและเงื่อนไขทั้งหมด หากเริ่มจ่ายไม่ไหว อย่ารอให้ค้างหลายงวด ควรติดต่อเจ้าหนี้และดูแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
บทความนี้อธิบายหลักการเปรียบเทียบ ไม่ใช่การคำนวณยอดหนี้ตามสัญญาเฉพาะราย
แหล่งข้อมูล
- bot.or.th — วิธีคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่และข้อจำกัดในการเปรียบเทียบกับอัตราแบบอื่น (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)
- bot.or.th — วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกและการแปลงอัตราเพื่อเปรียบเทียบในฐานเดียวกัน (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)
- bot.or.th — เครื่องมือประมาณค่างวด วงเงิน ระยะเวลาผ่อน และข้อจำกัดของผลคำนวณ (เข้าถึงเมื่อ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026)